มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแล้วท้องได้ไหม?
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอย่างเดียวไม่ทำให้ท้อง ไม่มีทางเชื่อมโดยตรงจากลำไส้ไปยังมดลูกที่จะพาอสุจิเข้าไปข้างในได้
การตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่ออสุจิเข้าไปในช่องคลอด และไปปฏิสนธิกับไข่ในช่วงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ดังนั้นคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเกิดการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือไม่ แต่คือมีโอกาสที่น้ำอสุจิจะไปถึงปากช่องคลอดหรือเข้าไปในช่องคลอดหรือไม่
มีคำอธิบายสั้น ๆ ที่ผ่านการทบทวนทางการแพทย์ใน KidsHealth ด้วย KidsHealth: การตั้งครรภ์และการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
เมื่อไหร่การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักถึงกลายเป็นความเสี่ยงการตั้งครรภ์
ความเสี่ยงเกิดจาก “เส้นทางการปนเปื้อน” นี่คือสถานการณ์ข้อยกเว้นที่พบบ่อยและอาจเกี่ยวข้องจริง
- มีการหลั่งใกล้มากกับช่องคลอดหรือโดนบริเวณปากช่องคลอด
- น้ำอสุจิไหลออกมาด้านนอกและไปสัมผัสปากช่องคลอดตอนนอนหรือนั่ง
- เปลี่ยนจากทวารหนักไปช่องคลอดโดยไม่เปลี่ยนถุงยาง
- นิ้วหรือเซ็กซ์ทอยพาน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด
- มีน้ำอสุจิอยู่ที่อวัยวะเพศหรือมือและไปสัมผัสปากช่องคลอดในภายหลัง
ถ้าไม่มีสถานการณ์เหล่านี้ ความเสี่ยงตั้งครรภ์แทบไม่มีเลย ถ้ามี ให้ดูที่เรื่องเวลา ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
มีการอธิบายแนวเดียวกันใน Rat auf Draht ด้วย Rat auf Draht: การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
ความเชื่อกับข้อเท็จจริงเรื่องทวารหนักและการตั้งครรภ์
- ความเชื่อ: มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแล้วท้องได้โดยตรง ข้อเท็จจริง: จะท้องได้ก็ต่อเมื่ออสุจิไปถึงปากช่องคลอด
- ความเชื่อ: น้ำอสุจิสามารถ “ไหล/เคลื่อน” จากทวารหนักไปถึงมดลูกได้ ข้อเท็จจริง: ทำไม่ได้ ความเสี่ยงเกิดจากการสัมผัสด้านนอกบริเวณปากช่องคลอดเท่านั้น
- ความเชื่อ: ถ้าไม่หลั่ง ความเสี่ยงเป็นศูนย์เสมอ ข้อเท็จจริง: สิ่งสำคัญคือมีของเหลวที่มีอสุจิมาโดนปากช่องคลอดหรือไม่ เช่นจากการสัมผัสภายหลัง
- ความเชื่อ: ล้าง/สวนล้างแล้วป้องกันการตั้งครรภ์ได้แน่นอน ข้อเท็จจริง: ไม่ใช่วิธีที่เชื่อถือได้ และอาจระคายเคืองเยื่อบุ
- ความเชื่อ: ตรวจทันทีหลังจากนั้นก็รู้ ข้อเท็จจริง: ตรวจเร็วเกินไปมักไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน ช่วงเวลาที่เหมาะขึ้นอยู่กับว่าเสี่ยงเมื่อไหร่
โอกาสมากแค่ไหน? การประเมินแบบใช้งานได้จริง
ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัวที่น่าเชื่อถือสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เพราะการตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดจากทวารหนักเอง แต่เกิดจากน้ำอสุจิที่เข้าไปในช่องคลอดเท่านั้น ดังนั้นการประเมินตามสถานการณ์จะช่วยกว่า
แทบไม่มีความเสี่ยงตั้งครรภ์
- มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยใช้ถุงยางที่ไม่ฉีกขาด และไม่มีน้ำอสุจิโดนปากช่องคลอด
- ไม่มีการหลั่ง และไม่เปลี่ยนไปมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
- หลั่งในถุงยางและทิ้งอย่างเหมาะสม
ต่ำมาก แต่ไม่คุ้มที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
- หลั่งในทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยาง แต่ไม่มีการสัมผัสช่องคลอดโดยตรง มีเพียงความเป็นไปได้ว่าจะปนเปื้อนด้านนอก
- ไม่ชัดเจนว่าโดนหรือไม่ เพราะเช็ดของเหลวหลังจากนั้นและไม่แน่ใจว่ามีอะไรไปโดนปากช่องคลอดหรือไม่
ในกรณีเหล่านี้ความเสี่ยงมักต่ำ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าน้ำอสุจิไปถึงปากช่องคลอดจริงไหม และเกิดในช่วงที่มีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่
เป็นไปได้
- เห็นน้ำอสุจิชัดเจนที่ปากช่องคลอด หรือมีการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดแบบไม่ป้องกันหลังจากทวารหนัก
- น้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอดผ่านนิ้วหรืออุปกรณ์
ถ้าน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด กฎทางชีววิทยาจะเหมือนกับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดแบบไม่ป้องกัน ดังนั้นควรตัดสินใจให้ชัดว่าจะพิจารณายาคุมฉุกเฉินหรือไม่
เป็นแนวทางคร่าว ๆ: ถ้าอสุจิเข้าช่องคลอดได้อย่างแน่นอนและไม่ได้คุมกำเนิด NHS ระบุว่าในคู่รักอายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โอกาสคือ 8 ใน 10 ที่จะตั้งครรภ์ภายในหนึ่งปี NHS: การพยายามตั้งครรภ์
เช็ก 60 วินาที: ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉินไหม?
ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ ให้ถามคำถามง่าย ๆ: มีโอกาสที่น้ำอสุจิจะไปถึงปากช่องคลอดไหม ถ้ามี เรื่องเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ
- ไม่มีน้ำอสุจิโดนปากช่องคลอดหรือช่องคลอด: โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน
- น้ำอสุจิที่ปากช่องคลอดหรือเปลี่ยนไปช่องคลอด: ประเมินยาคุมฉุกเฉิน ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
- ไม่แน่ใจว่าน้ำอสุจิโดนหรือไม่: ปรึกษาสั้น ๆ มักดีกว่ากังวลวนไปมา
- ปวดมาก บาดเจ็บ หรือมีเลือดออก: ควรประเมินทางการแพทย์
เพื่อเป็นแนวทาง: ยาคุมฉุกเฉินมีกรอบเวลาที่สำคัญ เช่น ภายใน 72 ชั่วโมง และภายใน 120 ชั่วโมง มีสรุปที่เข้าใจง่ายใน SBK SBK: ยาคุมฉุกเฉิน
ภาพรวมระดับนานาชาติเรื่องการคุมกำเนิดฉุกเฉิน รวมถึงทางเลือกภายใน 5 วัน อยู่ที่ WHO WHO: การคุมกำเนิดฉุกเฉิน
ถ้าอยากเริ่มจากพื้นฐาน อ่าน ยาคุมฉุกเฉิน ก่อน
เรื่องเวลา: ทำไมช่วงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ถึงสำคัญ
แม้น้ำอสุจิจะไปถึงปากช่องคลอด เรื่องเวลาก็มักเป็นตัวตัดสิน ช่วงที่มีโอกาสตั้งครรภ์กินเวลาหลายวัน เพราะอสุจิอาจอยู่ในร่างกายได้ถึง 5 วัน แต่ไข่ปฏิสนธิได้ไม่นาน
ACOG อธิบายว่าช่วงนี้ยาวประมาณ 6 วันต่อหนึ่งรอบเดือน ACOG: ช่วงเจริญพันธุ์
ถ้าต้องการตัวเลขชัด ๆ เรื่องอสุจิ อสุจิอยู่ได้นานแค่ไหน ช่วยได้
ตรวจการตั้งครรภ์เมื่อไหร่ถึงเหมาะ
หลายคนตรวจเร็วเกินไปแล้วไม่ได้คำตอบชัดเจน การตรวจปัสสาวะจะเชื่อถือได้เมื่อผ่านเวลาเพียงพอและฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นจนตรวจวัดได้
- ถ้าประจำเดือนขาด: ตรวจตั้งแต่ช่วงเวลาที่คาดว่าจะมา
- ถ้ารอบเดือนไม่แน่นอน: ตั้งวันชัด ๆ ประมาณ 3 สัปดาห์หลังความเสี่ยงครั้งสุดท้าย
ถ้ารู้สึกว่าติดอยู่กับการไล่เช็กอาการ แผนที่ชัดเจนมักช่วยมากกว่า ตรวจเรื่องเวลาได้ใน ฉันท้องไหม ด้วย
สำคัญด้วย: ป้องกันการติดเชื้อและการบาดเจ็บ
แม้เรื่องท้องจะเป็นประเด็นหลักบ่อย ๆ แต่ความเสี่ยงติดเชื้อมักสำคัญกว่า ถุงยาง สารหล่อลื่นให้เพียงพอ และเปลี่ยนถุงยางใหม่เมื่อเปลี่ยนจากทวารหนักไปช่องคลอดช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
CDC อธิบายตัวอย่างเช่นหนองในเทียมว่าโรคติดเชื้อสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้ CDC: หนองในเทียม การติดต่อและการป้องกัน
ถ้ามีปัญหาเรื่องถุงยาง บทความ ถุงยางขาด ช่วยจัดลำดับการทำได้
สรุป
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักไม่ทำให้ตั้งครรภ์ ตราบใดที่น้ำอสุจิไม่ไปถึงปากช่องคลอดหรือเข้าไปในช่องคลอด หากมีโอกาสสัมผัสบริเวณปากช่องคลอด ให้ดูเรื่องเวลา พิจารณายาคุมฉุกเฉิน วางแผนตรวจในช่วงที่เหมาะ และป้องกันในอนาคตด้วยถุงยาง สารหล่อลื่นให้พอ และเปลี่ยนถุงยางใหม่เมื่อเปลี่ยนไปช่องคลอด





