ผู้ชายหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า น้ำเชื้ออุดตัน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Blue Balls” หรือ “อาการ Blue Balls”) ซึ่งบางครั้งอาจเกิดอาการปวดหรือความรู้สึกกดดันบริเวณอัณฑะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศแต่ไม่ได้ถึงจุดหลั่งน้ำเชื้อจริง ๆ บทความนี้จะอธิบายถึงกระบวนการทางร่างกายที่เกิดขึ้นเบื้องหลังอาการดังกล่าวและให้คำแนะนำในการบรรเทาอาการ
ความหมาย: น้ำเชื้ออุดตันคืออะไร?
คำว่า “น้ำเชื้ออุดตัน” เป็นคำที่ใช้กันแบบไม่เป็นทางการเพื่ออธิบายภาวะที่เกิดจากการกระตุ้นทางเพศที่ยาวนานโดยที่ไม่มีการหลั่งน้ำเชื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกปวดหรือกดดันในบริเวณอัณฑะและบริเวณข้างล่างของท้อง แม้บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นการ “อุดตัน” ของสเปิร์ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักคือการคั่งของเลือดและการหดตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าว
กระบวนการเกิดอาการ Blue Balls คืออย่างไร?
เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ, หลอดเลือดในอวัยวะเพศชายและอัณฑะจะขยายตัวเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด เมื่อการกระตุ้นนี้ดำเนินไปโดยไม่เกิดการหลั่งน้ำเชื้อ, เลือดที่ไหลเข้ามาจะคั่งและทำให้เกิดความกดดัน ซึ่งนำไปสู่อาการปวดในบริเวณอัณฑะ รวมทั้งอาจเกิดอาการ “Blue Balls” ซึ่งหมายถึงการที่อัณฑะมีสีฟ้าบางครั้งเนื่องจากขาดออกซิเจน ทั้งนี้ การหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณนี้ก็ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดเพิ่มขึ้น
สิ่งสำคัญคือ สเปิร์มที่ไม่ได้ถูกใช้งานจะถูกร่างกายย่อยสลายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถาวร
ข้อเท็จจริงและความเชื่อ: สเปิร์มในน้ำเชื้ออุดตัน
โดยปกติแล้ว น้ำเชื้ออุดตันควรจะไม่มีสเปิร์ม เนื่องจากมันผลิตจากต่อม Cowper ไม่ใช่อัณฑะ แต่ในบางกรณี:
- หลังการหลั่งน้ำเชื้อ: หากผู้ชายหลั่งน้ำเชื้อไปแล้วไม่นาน สเปิร์มที่เหลืออยู่ในท่อปัสสาวะอาจผสมกับน้ำเชื้ออุดตันออกมาได้
- การหลั่งเล็กน้อยระหว่างการกระตุ้น: บางคนอาจปล่อยสเปิร์มออกมาในปริมาณน้อยระหว่างการกระตุ้นทางเพศ
การศึกษาปี 2010 พบว่าในกรณีที่ไม่มีการหลั่งน้ำเชื้อเต็มที่ ประมาณหนึ่งในสามของผู้ชายอาจมีสเปิร์มที่สามารถปฏิสนธิได้อยู่ในน้ำเชื้ออุดตัน แม้ว่าจำนวนจะน้อยและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ตั้งครรภ์จากน้ำเชื้ออุดตัน: ความเสี่ยงและความเป็นไปได้
โอกาสที่จะตั้งครรภ์จากน้ำเชื้ออุดตันนั้นมีน้อยมาก เพราะสเปิร์มต้องเข้าสู่ช่องคลอดและเดินทางไปหาตัวไข่อย่างมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งน้ำเชื้ออุดตันอาจมีสเปิร์มที่ยังมีการเคลื่อนไหว แต่โอกาสในการปฏิสนธิจะน้อยกว่าการหลั่งน้ำเชื้อเต็มที่อย่างมาก
ดังนั้น หากคุณไม่ต้องการตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการพึ่งพาวิธี “ถอนตัว” เพราะการถอนตัวก่อนการหลั่งไม่สามารถป้องกันน้ำเชื้ออุดตันที่อาจมีสเปิร์มอยู่ได้
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และน้ำเชื้ออุดตัน: ความเสี่ยงที่ต้องรู้
การแลกเปลี่ยนของเหลวในช่วงเวลาที่ใกล้ชิดทางเพศสามารถนำไปสู่การแพร่เชื้อโรค เช่น หนองใน, การติดเชื้อรา หรือไวรัสต่าง ๆ ได้ เนื่องจากเชื้อโรคอาจอยู่ในน้ำเชื้ออุดตัน แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า HIV สามารถแพร่ผ่านทางนี้ แต่การศึกษาล่าสุดชี้ว่าความเสี่ยงไม่ได้ถูกตัดออกอย่างสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้ การใช้ถุงยางอนามัยกับคู่รักที่ไม่คุ้นเคยหรือใหม่จึงเป็นสิ่งที่แนะนำ เพื่อปกป้องสุขภาพของทั้งคุณและคู่ของคุณ
วิธีคุมกำเนิด: การป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อ

การถอนตัว (Coitus Interruptus) ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ เพราะน้ำเชื้ออุดตันอาจมีสเปิร์มอยู่แล้ว และวิธีนี้ก็ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นจึงควรใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ เช่น ถุงยางอนามัย, ยาคุมกำเนิด หรืออุปกรณ์คุมกำเนิดในมดลูก
สรุป
น้ำเชื้ออุดตันสามารถพกพาสเปิร์มและเชื้อโรคได้ ดังนั้น หากต้องการป้องกันการตั้งครรภ์หรือการติดเชื้อ ควรใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ เช่น ถุงยางอนามัย
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการดูแลสเปิร์ม
นอกเหนือจากการปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น คุณสามารถปรับปรุงสุขภาพสเปิร์มได้ด้วย:
- ตรวจสุขภาพประจำปี: รับการตรวจสุขภาพและตรวจฮอร์โมนเพื่อค้นหาปัญหาที่อาจส่งผลต่อสเปิร์มแต่เนิ่น ๆ
- อาหารเสริม: รับประทานวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามิน C, วิตามิน E, ซีลีเนียม และสังกะสี เพื่อสนับสนุนคุณภาพสเปิร์ม
- หลีกเลี่ยงสารเคมีอันตราย: ลดการสัมผัสกับสารเคมีในที่ทำงานหรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการใช้สารเคมีในระดับสูง
- จัดการกับความเครียด: ฝึกการผ่อนคลาย เช่น สมาธิ, โยคะ หรือเทคนิคการหายใจลึก ๆ เพื่อรักษาสมดุลทางจิตใจและฮอร์โมน
ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน คุณจะสามารถเพิ่มโอกาสในการมีสเปิร์มที่มีคุณภาพและช่วยให้การตั้งครรภ์ในอนาคตมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น